ปั๊มน้อย ไม่ทั่วถึง?

posted on 14 Aug 2015 23:48 by theressarezendes

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร PTT NGV FOCUS  http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


            ถึงจะขาดทุนตั้งแต่ 10 ปี ที่ผ่านมาไม่มีที่ไหนที่ ปตท. ไม่ขยายปั๊ม NGV ตามนโยบายของรัฐ ซึ่งปั๊ม NGV ทั้งหมดที่มีอยู่ ก็ไม่ได้ถูกผูกขาดโดย ปตท. แต่เปิดให้มีการแข่งขันและต้องการให้เอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้น ปัจจุบันปั๊มแม่สำหรับจ่ายก๊าซให้ปั๊มลูกมี 20 ปั๊มเป็นของ ปตท. 16 ปั๊ม เอกชน 4 ปั๊ม ปั๊มลูก 350 ปั๊ม เป็นของ ปตท. 249 ปั๊ม เอกชน 102 ปั๊ม ปั๊มที่อยู่ตามแนวท่อ 114 ปั๊ม เป็นของ ปตท. 87 ปั๊ม เอกชน 27 ปั๊ม (11 มี.ค. 56) แม้กระทั่งรถที่ใช้ขนส่งก๊าซ NGV 1,827 คัน ก็เป็นของ ปตท. 1,197 คัน อีก 630 คันเป็นของเอกชน ซึ่งการลงทุนสร้างปั๊มลูก NGV ปั๊มหนึ่งต้องใช้เงินประมาณ 25 – 30 ล้าน นั่นสำหรับปั๊มลูก แต่ถ้าเป็นปั๊มแม่ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นอีก 3 – 4 เท่า ด้วยเงินลงทุนที่มาก แต่กำไรน้อย ทำให้ไม่จูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนปั๊ม NGV

banner7

           ก๊าซ NGV เป็นพลังงานที่เหมาะกับการขนส่งโดยระบบท่อ การขยายปั๊มลูกเพื่อให้บริการในพื้นที่ที่ระบบท่อไปไม่ถึงมีข้อจำกัดในเรื่องการขนส่งที่ขนได้น้อย (รถขนส่งก๊าซ NGV ขนได้เพียง 3,000 กก./เที่ยว) การเติมก๊าซก็เติมได้น้อย ต้องเติมบ่อยและต้องใช้เวลานานกว่าเติมน้ำมันเพราะก๊าซเป็นไอต้องใช้แรงดันและเติมทุกครั้งต้องเติมเต็มถัง การใช้แรงดันจะรีบร้อนก็ไม่ได้ต้องใช้อย่างพอดีเพื่อความปลอดภัย รถยนต์นั่งส่วนบุคคลคันหนึ่งใช้เวลาเติมก๊าซไม่น้อยกว่า 5 นาที รอคิวหลายๆคัน กว่าจะถึงคันท้ายๆ ก็หลายนาที ยิ่งมีรถบรรทุกเข้ามาเติมเป็นคิวก่อนหน้าคันหลังยิ่งต้องรอนานเพราะรถบรรทุกคันหนึ่งต้องเติมก๊าซถึง 190 กิโลกรัม ใช้เวลาร่วมๆ 25 นาที ถ้าเป็นปั๊มลูกเผลอๆ คันหลังๆ ที่คอยก็มีสิทธิเจอก๊าซหมด เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้ NGV ต้องคิดก่อนใช้เพราะ NGV เป็นพลังงานทางเลือก ถ้าเส้นทางสัญจรของคุณอยู่บนแนวท่อก็เหมาะที่จะใช้ แต่ถ้าไม่ได้อยู่บนแนวท่อต้องยอมรับข้อจำกัดหรือลองสำรวจปั๊มแนวท่อใกล้บ้านหรือที่ทำงาน ขับไกลอีกนิด แต่ไม่ต้องรอคิวนานมีก๊าซให้เติมตลอดเวลา รวมทั้งเลือกเวลาเติมที่เหมาะสม เสี่ยงเวลาที่แท็กซี่ต้องเติมก๊าซก่อนคืนรถ

ngv2_2

           รัก NGV เป็นรักแบบต้องการความเข้าใจใช้เป็นทางเลือกร่วมกับน้ำมันวางแผนการใช้และมีวินัยในการเติม รักนะจุ๊บๆ

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


              สายลม แสงแดด และน้ำ เป็นส่วนหนึ่งในการหล่อเลี้ยงให้พืชเจริญเติบโตหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป พืชอาจเติบโตได้ไม่เต็มที่หรือไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชเมืองหนาวที่ต้องอยู่ในที่ที่หนาวเย็นเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตหากมาปลูกอยู่ในประเทศไทย คงไม่มีทางได้เห็นดอกเห็นผลแน่

1

              แต่งานวิจัยเพื่อคิดค้นและพัฒนาเรื่อง “พลังงานความเย็น” ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ปตท. จังหวัดระยอง กลับทำให้ประเทศไทยสามารถปลูกต้นไม้เมืองหนาวได้โดยไม่ต้องอาศัยอากาศที่หนาวเย็น เพราะใช้ “กระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ให้กลายเป็นก๊าซธรรมชาติ” มาช่วยในการหล่อเลี้ยงพืชเมืองหนาวให้เจริญเติบโต และสวยสดงดงามเฉกเช่นในต่างประเทศ

              ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับคำว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กันก่อนว่าคืออะไร? ก๊าซธรรมชาติเหลวย่อมาจาก Liquefied Natural Gas คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกลดอุณหภูมิให้อยู่ที่ประมาณ -160 องศาเซลเซียส จนเนื้อก๊าซมีปริมาณลดลงกว่า 600 เท่า และเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว จัดเก็บอยู่ในถัง LNG ที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สะดวกต่อการขนส่งไปยังสถานที่ที่ท่อส่งก๊าซไปไม่ถึง ดังนั้นเมื่อต้องการใช้ก๊าซดังกล่าวต้องนำมาผ่านกระบวนการให้ความร้อน เพื่อเปลี่ยนสถานะให้กลับมาอยู่ในรูแบบก๊าซเช่นเดิม

002

              กลับมาที่การปลูกพืชเมืองหนาว โดยกระบวนการเลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ให้กลายเป็นก๊าซธรรมชาติอีกครั้ง ซึ่งทางโรงแยกก๊าซฯ ระยอง ได้นำพลังงานความเย็นนี้มาปล่อยในโรงเรือนประหยัดพลังงานสำหรับปลูกพืชเมืองหนาวซึ่งออกแบบมาเพื่องานวิจัยนี้โดยเฉพาะ  ซึ่งอุณหภูมิภายในโรงเรือนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส นอกจากนี้เพื่อช่วยให้พืชได้มีความเย็นในการเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น โรงแยกก๊าซฯระยอง ยังได้นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ จังหวัดระยอง มาปล่อยในโรงเรือนประหยัดพลังงานนี้อีกทางหนึ่ง เพื่อให้พืชเมืองหนาวมีอากาศที่เย็นเพียงพอต่อการเจริญเติบโต

              โครงการวิจัยปลูกพืชเมืองหนาวนี้คิดค้นและออกแบบโดยโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ปตท. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยในปีที่แล้วได้ประสบผลสำเร็จในการลูกสตรอเบอรี่และดอกทิวลิ สำหรับในปีนี้จึงได้ทดลองปลูกดอกลิลลี่หลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์สีแดงและสีเหลืองที่ไม่เคยปลูกในประเทศไทย พันธุ์สีขาว และสีชมพู เป็นต้น นอกจากนี้ในปีหน้ายังมีแผนการวิจัยปลูกพืชสมุนไพรเมืองหนาวอีกด้วย

              งานวิจัยชิ้นนี้นับได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับนิสิต นักศึกษา เกษตรกร และผู้ที่สนใจนำงานนี้ไปศึกษาและพัฒนาต่อยอด ให้สามารถปลูกและขยายพันธุ์ไม้เมืองหนาวซึ่งมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว ยังเป็นการช่วยลดการนำเข้าพืชผักผลไม้จากต่างประเทศได้อีกด้วยต่อไปไม่ว่าฤดูไหนๆ เราก็สามารถชื่นชมความสวยงามของพืชพันธุ์ไม้เมืองหนาวได้ตลอดปีแน่นนอน

 

1. Naegleria fowleri

braineatingamoeba เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ได้มีเด็กอายุ 12 ปีเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการปวดหัว หลังจากกลับจากการไปเล่นน้ำที่ sandy-bottom lake ใน Willow Springs Water Park เมื่อทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจึงพบว่า สมองของเด็กกำลังถูก"อะมีบ้า" กัดกิน

เชื้ออะมีบาใน Genus Naegleria เช่น Naegleria fowleri  เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา (Amoebic meningoencephalalitis)  พบได้ในดินและแหล่งน้ำตามธรรมชาติเช่น ลำธาร ลำคลอง หนองน้ำ บ่อ บึง ทะเลสาบน้ำจืด ฯลฯ โดยเฉพาะบริเวณที่น้ำไหลช้าๆ  หรือบริเวณที่เป็นดินโคลน อะมีบาเหล่านี้ชอบน้ำอุ่นๆ จึงพบมากในฤดูร้อน หรือพบตามแหล่งน้ำธรรมชาติใกล้โรงงานที่ปล่อยน้ำร้อนออกมา แต่จะไม่พบในน้ำกร่อยหรือน้ำทะเล

โดยปกติอะมีบาเหล่านี้ดำรงชีพอิสระในสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยกินของเสียจากแบคทีเรีย แต่เมื่ออะมีบาดังกล่าวมีโอกาสเข้าสู่คนจะก่อให้เกิดพยาธิสภาพที่รุนแรงโดยเฉพาะที่สมอง ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบและเนื้อสมองอักเสบที่มีอาการรุนแรงถึงแก่ความตายได้ ในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้ออะมีบาเหล่านี้ไม่มากนัก มีรายงานพบในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เบลเยียมและเช็คโกสโลวาเกีย เป็นต้น

562253-head-1371045376-515-640x480

การติดเชื้อ Naegleria fowleri  นั้นอาจเกิดจากการไปว่ายน้ำในแหล่งที่มีเชื้ออยู่ และอาจเกิดการสำลักน้ำ โดยเฉพาะ คนที่ชอบดำน้ำลงไปที่ก้นหนองน้ำหรือบึงแล้วสำลักจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนที่เล่นน้ำบริเวณผิวน้ำ เพราะเชื้อจะมีมากบริเวณก้นบึง ในกรณีที่ได้รับเชื้อเข้าไปมากเชื้อจะแบ่งตัวในจมูก ทำให้มีอาการคล้ายเป็นหวัด คัดจมูก มีน้ำมูกไหล ต่อมาอะมีบาจะไชเยื่อบุโพรงจมูกผ่านไปตามเส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 (olfactory nerve) และลามต่อไปยังเนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมอง แล้วมีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวในสมอง

แต่การที่จะเกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากอะมีบา (Amoebic meningoencephalalitis) นี้มีโอกาสน้อยมาก ในปี 1962 เคยมีผู้ป่วยติดเชื้อดังกล่าว และเสียชีวิตในอีก 5 วันถัดมา และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยเกิดอีกเลย


2. Taenia solium

พยาธิตัวตืดหมู

Taenia solium หรือพยาธิตัวตืดหมู พบได้ทั่วไปในแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา พยาธิเหล่านี้จะอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของมนุษย์พร้อมทั้งวางไข่ไว้ในลำไส้

พยาธิตัวตืดหมู (Taenia solium) จะมีลักษณะลำตัวเป็นเส้นแบนคล้ายเส้นข้าวซอย มีความยาวหลายเมตร ลำตัวเป็นปล้องๆ ส่วนปล้องท้ายสุด จะหลุดปนออกมากับอุจจาระคน หรืออาจจะคืบคลานออกมาจากทวารหนัก ภายในปล้องจะมีไข่พยาธิ

Taenia_LifeCycle

เมื่อคนกินอาหารที่ประกอบจากเนื้อหมูที่มีตัวอ่อนพยาธิอยู่ โดยกินดิบหรือสุกๆ ดิบๆ หรือน้ำดื่มที่มีไข่พยาธิปะปน ไข่พยาธิก็จะเจริญเติบโตเป็นระยะตัวอ่อนเม็ดสาคูในร่างกายคน โดยไปอยู่ตามอวัยวะต่างๆ เช่น สมอง ตา หัวใจ ปอด และกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการรุนแรง ภาวะที่มีตัวอ่อนเม็ดสาคู cysticercus ในร่างกาย เรียกว่า ซิสติเซอร์โคซิส (cysticercosis) เมื่ออยู่ในอวัยวะที่สำคัญๆ เช่น ในสมองและไขสันหลัง (neurocysticercosis) อาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ หรือตาบอดเมื่ออยู่ในตา (ซิสติเซอร์โคซิสของนัยน์ตา ocular cysticercosis)

การป้องกันพยาธิตัวตืดหมูทำได้โดยไม่ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ และถ้าเป็นผักสดก็ควรนำมาล้างให้สะอาดก่อนเท่านั้นเอง


 

3. Toxoplasma gondii

toxoplasma_gondii1337155359277

Toxoplasma gondii เป็นปรสิตสัตว์เซลล์เดียวกลุ่มค็อกซิเดีย  (coccidia) มีรูปร่าง 3 แบบ ได้แก่ trophozoite, bradyzoites (tissue cyst) และ oocyst เชื้อนี้จะอาศัยอยู่ในสัตว์หลายๆ ชนิด เช่น แมว หมู นก ไก่ แพะ โค เป็นต้น

Toxoplasma gondii เป็นปรสิตที่สามารถแพร่กระจายจากสัตว์สู่คนได้ การติดเชื้อ Toxoplasma gondii ส่วนใหญ่จะผ่านทางระบบทางเดินอาหารจากการกิน oocyst เมื่อซีสต์แตกจะทำให้เชื้อออกมาในลำไส้เล็ก และไชผ่านผนังเข้าไปในกระแสเลือดและระบบน้ำเหลืองของสัตว์แล้วไปสู่อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เมื่อภูมิคุ้มกันของสัตว์เกิดการต่อต้านปรสิตจะเข้าสู่อวัยวะภายในที่ภูมิคุ้มกันเข้าไม่ถึงเช่น สมอง กล้ามเนื้อ หัวใจ ลูกตา แล้วแบ่งตัวและสร้างผนังห่อหุ้มตัวเองไว้กลายเป็น ซีสต์ (cyst) ซึ่งภายในซิสต์อาจมีปรสิตมากถึง 3000 ตัว เมื่อใดที่ภูมิคุ้มกันต่ำลงซีสต์เหล่านั้นจะแตกออกและปรสิตเหล่าน้นก็จะเจริญต่อไป

p320-2 Illustration of Toxoplasma gondii-extraintestinal cycle in cells of mammals

คนสามารถติดปรสิตชนิดนี้ได้จาก "แมว" เมื่อแมวที่ติดเชื้อถ่ายอุจจาระ ซีสต์ที่อยู่ในตัวแมวก็จะถูกปล่อยออกมาด้วย เมื่อคนรับประทานน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนปรสิตเหล่านั้นเข้าไปก็จะเกิดการติดเชื้อ นอกจากนี้ผู้ที่ชอบทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ก็อาจได้รับซึสต์จากเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อได้ นอกจากการติดเชื้อผ่านทางการกินแล้ว Toxoplasma gondii ยังสามารถติดผ่านการถ่ายเลือดหรือการปลูกถ่ายอวัยวะที่สำคัญ และยังติดเชื้อจากแม่ไปสู่ทารกในครรภ์ได้อีกด้วย

Toxoplasma_LifeCycle_BAM1

ส่วนใหญ่ผู้ที่รับเชื้อโดยตรงจะไม่แสดงอาการใดๆ จนกระทั่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง โดยจะมีอาการคือ เป็นไข้ไม่ทราบสาเหตุ ต่อมน้ำเหลืองโต ติดเชื้อในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ปอด ตับ ระบบประสาท และสมองเป็นต้น และสำหรับทารกในครรภ์จะได้รับเชื้อผ่านทางรกเข้าไปสู่ตับของเด็ก และแพร่กระจายไปตามหลอดเลือดและท่อน้ำเหลืองเข้าสู่อวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดปอดอักเสบ หัวใจอักเสบ เนื้อสมองตาย

การป้องกันการติดเชื้อทำได้โดยไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร หากเลี้ยงแมวควรมีที่ให้แมวขับถ่ายและเปลี่ยนทุกวัน ไม่ควรเลี้ยงแมวด้วยอาหารดิบ และในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำหรือหญิงมีครรภ์ควรระมัดระวังที่จะไม่สัมผัสกับถาดทรายที่ทำไว้ให้แมวถ่าย


4. loa loa

loaloa loa loa หรือพยาธิตัวกลมสายพันธุ์ filaria  พบได้ทางตะวันตกและตอนกลางของทวีปแอฟริกา บริเวณป่าที่มีฝนตกชุกตลอดปี พาหะของโรคชนิดนี้คือ คนและลิงบาบูน  โดยมีพาหะนำเชื้อได้แก่ แมลงชนิดmango flies ใน genus Chrysops แมลงเหล่านี้จะปล่อยตัวอ่อนระยะติดต่อ microfilaria เข้าสู่กระแสโลหิต เมื่อมันมากัดคนหรือสัตว์ ตัวอ่อนเหล่านี้เจริญเป็นตัวแก่ใช้เวลานานเป็นปี

พยาธิ loa loa นี้ที่พบได้ในตา แต่ใช่ว่ามันจะอยู่ในตาเสมอไป บางครั้งมันก็เคลื่อนที่ไปยังบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย โดยถ้าเคลื่อนที่ไปตามผิวหนังของผู้ป่วยจะมีอาการคัน โดยเฉพาะที่ตาและตามผิวหนังบริเวณข้อมือหรือข้อเท้า ส่วนมากพบเป็นก้อนบวมร้อน แต่ไม่เจ็บ อาจมีบางรายที่มีไข้ ชาตามเส้นประสาท บางครั้งก็มีอาการลมพิษหรือการชัก

loa_loa_eye

การตรวจพยาธิ loa loa สามารถพบพยาธิในกระแสโลหิตได้ในเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนพบอยู่ในหลอดเลือดฝอยของปอดหรืออวัยวะอื่นๆ

การใช้ยาในการฆ่าพยาธิตัวกลมถือว่าเป็นวิธีที่เสี่ยงเป็นอย่างมาก เพราะในร่างกายมีพยาธิจำนวนมาก เมื่อให้ยาจะทำให้พยาธิตาย ซึ่งมีโอกาสที่พยาธิจะไปตายในสมองหรือรอบๆ สมอง เป็นสาเหตุให้สมองอาจเกิดการอักเสบได้หรืออาจตายในเส้นเลือดฝอยทำให้ขวางการไหลของเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยงสมอง ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติ (encephalopathy)

อ้างอิงจาก 1. popsci.com/science/article/2013-08/parasites-want-invade-your-brain 2. med.cmu.ac.th 3. กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์