เมื่อนึกถึงโรคติดต่อทางเดินหายใจที่มีความรุนแรง  หลายคนคงนึกถึง  "โรคซาร์ส"  โรคกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันอย่างรุนแรง  ซึ่งเชื้อได้แพร่กระจายไปยังหลายประเทศทั่วโลกทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  แต่ขณะนี้ได้มีโรคติดต่อใหม่ชนิดหนึ่ง  ที่มีลักษณะคล้ายและมีความรุนแรงเท่ากับโรคซาร์ส  ซึ่งกำลังแพร่ระบาดหนักในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง  นั่นก็คือ  “โรคเมิร์สคอฟ หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2012”   

images1_15

            โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2012  หรือชื่อในทางการแพทย์คือ Middle East respiration sysdrome coronavirus : MERS-CoV  เป็นโรคติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งในกลุ่มไวรัสโคโรนา  ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนเมื่อ ปี 2555 จัดเป็นโรคอุบัติใหม่  ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่เคยพบเห็นในคนมาก่อน 

Lead-(b)-copy_20130610083406

            โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2012  หรือเมิร์สคอฟนี้  เป็นโรคติดต่อที่อยู่ในกลุ่มไวรัสโคโรนา เช่นเดียวกับโรคซาร์ส  ทำให้อาการแสดงของโรคคล้ายกับโรคซาร์สทีเคยระบาดมาก่อน  แต่โรคเมิร์สคอฟนี้เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่แตกต่างไปจากโรคซาร์ส 

            โดยนักวิจัยได้ทำการแยกเชื้อไวรัสชนิดนี้  พบว่าเป็นไวรัสเมิร์สคอฟเป็น ไวรัสโคโรนาชนิดใหม่  ซึ่งเมื่อศึกษาข้อมูลทางพันธุศาสตร์แล้วพบว่า  มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไวรัสในจีนัส บีตาโคโรน่าไวรัส  (genus betacoronavirus)   ซึ่งสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไวรัสโครานาของค้างคาว  แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปถึงวิธีการติดต่อ และแหล่งโรคได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดจากสัตว์ชนิดใด

MERS-CoV-virionSchematic MERS-CoV

            เชื้อไวรัสโคโรนา เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว (single stranded RNA virus)  ในตระกูล Coronaviridae  มีรูปร่างกลม  ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80-140 นาโนเมตร  และมีเปลือกหุ้ม  โดยเปลือกหุ้มจะมีปุ่มยื่นคล้ายกับกระบองขนาด 10 นาโนเมตร

coronavirus1-617x416-horz MERS-CoV

            เชื้อไวรัสโคโรนาสามารถทำให้เกิดโรคได้ทั้งในคนและสัตว์ เช่น หนู สุนัข แมว กระต่าย ไก่ วัว กระบือ สุกร   ทั้งยังประกอบด้วยเชื้อสายพันธุ์ย่อยหลายสายพันธุ์ และพบได้ทั่วโลก โดยในเขตอบอุ่น มักพบเชื้อไวรัสโคโรนา ในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ   โดยอาจมีความรุนแรงของอาการที่แตกต่างกันแต่ส่วนใหญ่อาการมักไม่รุนแรง   เช่น เป็นไข้หวัดธรรมดา  หูชั้นกลางอักเสบ เป็นต้น   ส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง อาจก่อให้เกิดการอักเสบรุนแรงเฉียบพลันและมีการล้มเหลวของระบบทางเดินหายใจ และเสียชีวิตได้   เช่น  ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส   จนกระทั่งเมื่อปี 2555 ได้ค้นพบโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2012  เป็นครั้งแรกในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เสียชีวิต

MERS_CoV_map_web

            ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2557  องค์การอนามัยโลกได้รายงานพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อเมิร์สคอฟยืนยัน 238 ราย  และเสียชีวิตแล้วถึง 92 ราย  ทั้งยังพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อเมิร์สคอฟอย่างต่อเนื่อง ใน 13 ประเทศ  ได้แก่จอร์แดน ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส ตูนีเซีย เยอรมนี อิตาลี โอมาน คูเวต  ฟิลิปปินส์  และมาเลเซีย   โดยพบผู้ป่วยมากที่สุดในประเทศซาอุดิอาระเบีย   ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศมาเตือนคนไทยที่อาศัยหรือกำลังเดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบียให้เตรียมป้องกันและระวังการติดเชื้อแล้ว

98525630-new-respiratory

            ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเมิร์สคอฟ  โดยทั่วไปจะแสดงอาการของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ  เช่น  มีไข้  ไอ  จาม  น้ำมูกไหล  บางคนอาจมีอาการปอดอักเสบ  เช่น  หอบเหนื่อย  เจ็บหน้าอก  หายใจลำบาก  บางรายหากมีอาการรุนแรงอาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลว  ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้  อีกทั้งผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะทางเดินอาหารร่วมด้วย  ได้แก่  ท้องร่วง  บางไรอาจมีภาวะไตวาย  หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง  ก็อาจแสดงอาการที่แตกต่างกันออกไป

            อย่างไรก็ตามโรคเมิร์สคอฟนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า  เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างไร  จากการศึกษาวิจัยพบว่า  สัตว์ที่เป็นพาหะโรคอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างค้างคาว  ซึ่งขณะนี้ยังคงดำเนินการสอบสวนโรคเพื่อหาแหล่งที่มาของเชื้อไวรัส 

13979952971397995333l

            ดังนั้นสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ก็คือ  พยายามป้องกัน  โดยหลีกเลี่ยงการคลุกคลี  หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ  หรือจาม  และยึดหลักกินร้อน  ช้อนกลาง  ล้างมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อ   และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องเดินทางไปยังต่างประเทศ  โดยเฉพาะประเทศที่มีการแพร่กระจายของเชื้อหรือพื้นที่เสี่ยง  ควรเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด ซึ่งระยะเวลาฟักตัวของเชื้อไวรัสชนิดนี้จะอยู่ในช่วงประมาณ 1-12 วัน โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานควบคุมโรคและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention : CDC) ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางว่าให้สังเกตอาการภายในระยะเวลา 14 วันว่าแสดงอาการผิดปกติใด ๆ หรือไม่  หากมีอาการป่วยมีไข้เกินกว่า 38 องศาเซลเซียส  หรือมีอาการคล้ายไข้หวัด  ขอให้ใส่หน้ากากอนามัย และพักผ่อนอยู่ที่บ้าน หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 วัน ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาพร้อมบอกประวัติการเดินทางไปต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที ไม่ต้องรอถึง 2 วัน 

643202

            แม้ขณะนี้องค์การอนามัยโลกจะยังไม่ได้แนะนำมาตรการเฝ้าระวังที่เข้มข้นกับประชาชนกลุ่มทั่วไป และในประเทศไทยก็ยังไม่พบรายงานผู้ติดเชื้อเมิร์สคอฟหรือไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2012    แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้ก็ยังโรคที่ยังไม่มียารักษา  หรือวัคซีนชนิดใดป้องกันได้  ทั้งยังเป็นโรคร้ายแรงที่ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อถึงแก่ชีวิตได้  ดังนั้น  การป้องกันไว้ดีกว่าแก้  คงเป็นหนทางที่ดีที่สุดของติดต่อชนิดนี้ค่ะ

 

 

 

 

 

อ้างอิง - http://beid.ddc.moph.go.th/th_2011/news.php?items=668 - http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/respiratory/2452-mers-cov.html - http://th.wikipedia.org/wiki/ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง

Comment

Comment:

Tweet