ปลูกป่าในกรุง

posted on 26 May 2015 22:54 by theressarezendes

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


             ป่าไม้ ในความหมายตามพระราชบัญญัติป่าไม้ หมายถึง ที่ดินที่ไม่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ครอบครองตามกฎหมายที่ดิน โดยทั่วไปหมายถึง บริเวณที่มีต้นไม้หลายชนิดขนาดต่างๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและกว้างใหญ่ พอที่จะมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น เช่น ความเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ มีสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

ynly

             ถ้าเรายึดความหมายนี้แบบตรงตัว ดูท่าว่าเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ ในยุคนี้คงยากที่จะมีป่า ในขณะที่เมืองใหญ่ๆ ในบางประเทศมีป่าจริงๆ อย่างเซ็นทรัลปาร์ค ในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เป็นสวนป่าไข่แดงกลางป่าคอนกรีต ที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่า 2,000 ไร่ (ให้นึกภาพสนามฟุตบอล 460 สนามต่อกัน) ใครเพลิดเพลินเกินขอบเขตมีสิทธิ์หลงป่า หรือจ๊ะเอ๋กับกวางหรือหมีตัวโตๆ ได้จริงๆ

             โลกมาถึงยุคที่ต้องการป่าเพิ่ม เพื่อช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน ทุกพื้นที่จึงควรสามารถเป็นป่าได้ การฟื้นฟูป่าไม้ของประเทศเริ่มขึ้นหลังปี พ.ศ. 2535 เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีให้ยุติการต่ออายุสัมปทาป่าไม้ทั่วประเทศ เกิดโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสครองราชย์ปีที่ 50 จำนวน 5 ล้านไร่ และปตท. ได้ร่วมกับภาครัฐและประชาชนในการฟื้นฟูป่าทั่วประเทศในโครงการดังกล่าวจำนวน 1 ล้านไร่ (พ.ศ. 2537 – พ.ศ. 2545) โดยน้อมนำพระราชดำริ ‘ปลูกป่าในใจคน’ เป็นหลักในการทำงาน เพื่อให้ชุมชนช่วยกันรักษาป่าด้วยตนเอง ทุกวันนี้ มีป่าชุมชนที่เกิดจากพลังงานชุมชนจำนวน 8,761 ป่า หรือกว่า 3 ล้านไร่ และกรมป่าไม้ก็ประกาศว่าภายในปี พ.ศ. 2558 จนเพิ่มพื้นที่ป่าทั่วประเทศให้ได้ร้อยละ 40 หรือ 128 ล้านไร่ จากพื้นที่ประเทศไทย 320 ล้านไร่ (สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ กรมป่าไม้ พ.ศ. 2555)

             คงจะดี...ถ้ามีการสร้างป่าในกรุง เพื่อร่วมด้วยช่วยกันอีกแรง

76489

 

             ภาพผู้บริหารและพนักงานกลุ่ม ปตท. จำนวน 12 ไร่ ที่ถนนสุขาภิบาล 2 เขตประเวศ กรุงเทพฯ ในวันที่บรรยากาศชุ่มฉ่ำหลังฝนตกช่วงเช้าวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556 ที่นำแนวคิดการปลูกป่าเชิงนิเวศแบบยั่งยืนตามทฤษฎีของศาสตราจารย์ ดร.อาคิระ มิยาวากิ โดยแบ่งสัดส่วนเป็นพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียว 75% พื้นที่น้ำ 10% และพื้นที่เอนกประสงค์ 15% สำหรับให้ประชาชนได้เข้ามาทำกิจกรรม และใช้เป็นสาธารณประโยชน์ร่วมกัน เป็นการแสดงถึงความตั้งใจของ ปตท. ที่ต้องการจะมอบพื้นที่สีเขียวเป็นปอดให้กับเมือง

             นอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือ การสร้างความตระหนักรักสิ่งแวดล้อมในการปลูกป่า และบำรุงรักษาป่าที่ปลูก เพื่อช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และปลูกป่าในกรุงครั้งนี้ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศดั้งเดิมของ กทม. โดยใช้ชนิดของกล้าไม้ป่าที่มากที่สุดของการปลูกป่าในประเทศไทย จำนวน 99 ชนิด อาทิ จันทร์กะพ้อ ชุมแสง จันทร์หอม กระดังงาไทย พฤกษ์ เต็ง เขล็ง เป็นต้น

             ป่าในกรุงผืนนี้ จะเป็นป่าแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร ที่มีการสร้างและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่าง ‘ป่า’ และ ‘เมือง’และเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการปลูกป่าให้แก่ประชาชน นิสิต นักศึกษา และนักเรียนที่สนใจ นอกจากนั้น ยังเป็นพื้นที่สาธิตให้เห็นถึงพัฒนาการของการปลูกป่าเชิงนิเวศแบบยั่งยืนตามแนวทฤษฎีของ ศาสตราจารย์ ดร.อาคิระ มิยาวากิ ที่สร้างให้เกิดป่าที่ใกล้เคียงสภาพธรรมชาติขงพื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครและแสดงถึงการสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมในสังคมเมือง เชื่อมโยงว่าคนเมืองก็ใกล้ชิดกับป่าได้

             และอย่างน้อย...ลูกหลานเราก็มี ‘ป่า’ ให้เรียนรู้แม้อยู่ในกรุง

ป่านิเวศแบบ ‘มิยาวากิ’              ป่านิเวศเป็นคำใหม่สำหรับสังคมไทย แต่เชื่อว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า รูปแบบป่าประเภทนี้จะขยายตัวขึ้นในเมืองต่างๆ

             ดร.สิรินทร์ แก้วละเอียด ผู้เชียวชาญการปลูกป่านิเวศ ให้ความหมายของป่านิเวศว่า หมายถึง ป่าที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อฟื้นฟูป่าธรรมชาติ

หลักการฟื้นฟูป่านิเวศ (ป่าธรรมชาติ) คือ

             1.  พันธุ์ไม้ที่ปลูก จะต้องเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่              2.  ต้องเตรียมกล้าไม้ที่มีระบบรากแข็งแรง ความสูงเฉลี่ยประมาณ 80 – 100 เซนติเมตร ปลูกในถุงพลาสติก              4.  ปลูกพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดปะปนกัน              5.  ปลูกแบบสุ่ม (random) ให้เหมือนธรรมชาติ ไม่ปลูกเป็นแถวเป็นแนว              6.  ปลูกพันธุ์ไม้หลายระดับ ทั้งไม้ยืนต้น (tree) ไม้พุ่ม (shrub) และไม้พื้นล่าง (herb)              7.  การปลูกมีเทคนิคพิเศษ เช่น การสร้างเนินดิน การนำกล้าไม้จุ่มน้ำ การคุลมด้วยฟางข้าว เป็นต้น

tree01

ทำไมต้องสร้างเนินดิน?              ก็เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวดิน ช่วยในการระบายน้ำ และช่วยในการระบายอากาศ

ทำไมต้องปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่น?              เพื่อเพิ่มคุณค่าทางระบบนิเวศ เก็บความชื้น ฟอกอากาศ และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม (ความสมดุลของธรรมชาติ)

แล้วทำไมต้องปลูกถี่มาก?              ความต้องการแสงแดด จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางความสูงในระยะแรก (3 ปี) จากนั้นจะเกิดการคัดเลือกตามกฎธรรมชาติ ต้นไม้จะมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด จึงได้ต้นที่แข็งแรง

ทำไมต้องปลูกพืชหลายชั้น?              เพื่อเลียนแบบเชิงโครงสร้างจากป่าธรรมชาติ ชั้นบน (Tree :T1) ชั้นรอง (Tree : T2) ไม้พุ่ม (Shrub : S) และไม้พื้นล่าง (Herb : H)

ทำไมต้องคลุมด้วยฟางข้าว?              เพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ (ปุ๋ยธรรมชาติ) และเพิ่มความร่วนซุยความโปร่งของดิน

Comment

Comment:

Tweet