10 เทคนิคสู้หวัดในฤดูฝน

posted on 27 May 2015 23:46 by theressarezendes

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ วิชาการ.คอม โดย วารสาร สานสุข http://www.pttplc.com/TH/Default.aspx 


                 หน้าฝนฤดูโรแมนติกที่แสนชุ่มฉ่ำ ช่วยระบายอุณหภูมิที่แสนอบอ้าวให้จางหาย จนเป็นฤดูที่ใครหลายคนโปรดปรานเป็นพิเศษ แต่สิ่งที่ตามมากับอากาศที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้นั่นคือ “หวัด” โรคที่เหมือนกับเป็นฝาแฝดกับฝนไปเสียแล้ว

8

                   รู้ไหมว่า อวัยวะส่วนไหนที่มีส่วนทำให้เป็นหวัดมากที่สุด ..

                 ติ๊กต่อก...ติ๊กต่อก...ใบ้ให้อีกนิด มันเป็นอวัยวะที่มีอยู่อันเดียวในร่างกาย

                 เฉลย... “จมูก” นั่นเอง

                 เพราะในโพรงจมูกมีเยื่อบุที่อ่อนไหวง่าย โดยเฉพาะกับอุณหภูมิภายนอกและภายในที่ไม่คงที่ สลับร้อนสลับหนาว หรือเดี๋ยวเปียกเดี๋ยวแห้งก็ล้วนแต่มีผลทั้งสิ้น

8_2492                 ยิ่งในช่วงเวลานี้ที่เข้าสู่ฤดูฝน ทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ส่งผลให้อุณหภูมิพื้นผิวของเยื่อบุโพรงจมูกลดลงจากปกติที่ 37 องศาเซลเซียส ลงไปอีก 1-2 องศา อันเป็นความอบอุ่นพอเหมาะที่จะทำให้เชื้อต่างๆ ทั้งไวรัสและแบคทีเรียที่แฝงกายอยู่ในโพรงจมูกแบ่งตัวเพิ่มขึ้น และไปโจมตีภูมิคุ้มกันของร่างกายจนพ่ายแพ้

                 ผลก็คือ เยื่อบุโพรงจมูกบวม อักเสบ เป็นที่มาของอาการหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ดีไม่ดีเชื้อดังกล่าวอาจเดินทางผ่านลำคอ ลงไปก่อม็อบกันที่กล่องเสียงอันเป็นทำเลเหมาะ เพราะกล่องเสียงจะมีอุณหภูมิเย็นกว่าช่วงลำคอ เป็นสาเหตุของอาการหวัดลงคอนั่นเอง

                 ในช่วงฤดูกาลครึ้มฟ้าครึ้มฝนเช่นนี้ ขอแนะนำเทคนิคการดูแลตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงจากอาการหวัด โดยข้อมูลจากโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท สาขาอายุรกรรมทั่วไป แผนกประกันสังคม ดังนี้

                 1.  ไม่ควรเล่นน้ำ อาบน้ำ หรือตากฝน ในช่วงที่อากาศร้อนจัดหรือเย็นเกินไป เพราะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ทำให้เส้นเลือดขยายและหดตัวอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เป็นหวัดหรือปวดศีรษะได้                  2.  ระวังอย่าให้อกหรือหลังเปียก เพราะเป็นส่วนที่อบอบบาง อาจทำให้เป็นไข้ได้                  3.  ระวังไม่ให้บริเวณจมูกเปียก หรือถ้าเปียกให้รีบเช็ดให้แห้ง เป็นการสกัดการเติบโตของไวรัส                  4.  การอาบน้ำเย็นจัดหรือกระทบอากาศเย็นจัด จะทำให้มีโอกาสเป็นหวัดมากขึ้น                  5.  ถ้าตากฝนหรือตัวเปียกนานเกินไป อาจทำให้เป็นหวัดได้ ถ้าเป็นเด็กไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ไม่เกิน 3-4 ชั่วโมง                  6.  ควรเลือกเสื้อผ้าที่แห้งง่าย ระบายอากาศได้ดี ผลิตด้วยใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน ฯลฯ และเลือกเสื้อผ้าสีเข้มที่ช่วยเก็บกักความร้อนได้ดี                  7.  เมื่อตัวเปียกควรรีบเช็ดตัว เช็ดผม และเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่แห้งและอบอุ่นทันที                  8.  ถ้ารองเท้าและถุงเท้าเปียก ควรเปลี่ยนด้วย                  9. เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ควรอยู่ในบริเวณที่อากาศถ่ายเท เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวแล้วดื่มน้ำอุ่นตาม ไม่ควรอยู่ในห้องแอร์ หรือนั่งจอพัดลมทันที                  10.  ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการทำให้ร่างกายเปียกหรือโดนละอองฝน

Comment

Comment:

Tweet